การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

งานสำรวจและออกแบบรายละเอียด โครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางฯ ซึ่งการพัฒนาโครงการอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนบริเวณพื้นที่โครงการได้ ดังนั้น จึงศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งจะอยู่ในลักษณะของ Initial Environmental Examination (IEE) หรือการปรับปรุงรายงาน EIA ฉบับเดิมเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องของเมียนมา โดยดำเนินการศึกษาควบคู่ไปกับการศึกษาด้านวิศวกรรม เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ ครอบคลุมทรัพยากรสิ่งแวดล้อม 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการในระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด


เพื่อให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมมีความครบถ้วนสมบูรณ์ โครงการจะต้องดำเนินการตามขอบเขตการจ้างงานที่ปรึกษา (Term of Reference :TOR) ที่กำหนดไว้ให้มีการทบทวนรายงานการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมโครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย – เมียนมา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่จัดทำโดยเมียนมา เมื่อปี พ.ศ.2558 และจำเป็นต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ในบางพื้นที่ที่แตกต่างไปจากผลการศึกษาเดิม ประกอบกับจัดให้มีการพิจารณากำหนดตำแหน่งและออกแบบทางข้ามของสัตว์ป่า (wildlife Crossing) ช่วง Myitta-Sinphyudaing ให้สอดคล้องกับผลการทบทวนด้านสิ่งแวดล้อมและผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund : WWF) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมา และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมาใช้ในการพิจารณาและอนุมัติในขั้นตอนต่อไป

.

1. ความเป็นมาของโครงการ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา (Ministry of Natural Resources and Environmental Conservation) ได้อนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย – เมียนมา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (2018EIA) (อ้างถึงหนังสือเลขที่ (Forest) 3 (2) / 16 (D) (1874/2018) ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2561) จากนั้น ผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมาได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดขั้นตอนและแนวทางการดำเนินโครงการ แต่จากสภาพปัจจุบันของถนนสองช่องทางฯ ที่มีความแตกต่างไปจากแบบก่อสร้างเดิมที่ได้จัดทำไว้ ฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมาจึงตกลงกันที่จะดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียดถนนสองช่องทางฯ เพื่อให้มีข้อสรุปและความชัดเจนในเรื่องแบบก่อสร้างและค่าใช้จ่ายโครงการ โดยศึกษาและปรับปรุงรูปแบบก่อสร้างเดิมที่ฝ่ายเมียนมาได้ออกแบบไว้ ทั้งทางด้านความปลอดภัยด้านเสถียรภาพของโครงสร้างทาง และด้านการระบายน้ำ ตลอดจนปรับปรุงแนวเส้นทางแนวทางราบและแนวทางดิ่งให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัยต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น


2. การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ

การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในครั้งนี้ เป็นการศึกษาและปรับปรุงรูปแบบก่อสร้างเดิมที่ฝ่ายเมียนมาได้ออกแบบไว้ รายละเอียดดังต่อไปนี้

รายละเอียด EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ การขอเปลี่ยนแปลง สรุปการเปลี่ยนแปลง
1. แนวถนนของโครงการ ระยะทางรวม 138 กม.(กม. 18+500 ถึง 156+500)
  • ปรับแนวถนนจากรายงานเดิม กลับมาใช้แนวถนนลำลองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงเนินอานม้า และเนินเทวดา และปรับแนวเส้นทางช่วงเนินช้างร้องเพื่อลดปริมาณดินตัดดินถม รายละเอียดดัง รูปแสดงการปรับแนวถนนจากรายงาน EIA ฉบับเดิม ปี 2018
  • ระยะทางรวม 140 กม.(กม.16+458 ถึง 156+500)
  • ตัดผ่านพื้นที่ป่าไม้น้อยลง รบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยลง เนื่องจากสภาพปัจจุบันของถนนลำลองไม่มีสภาพที่เป็นป่าไม้แล้ว และลดผลกระทบต่อทรัพยากรดิน เนื่องจากการลดปริมาณดินตัดดินถม แสดงดังรูปแสดงสภาพปัจจุบันบริเวณที่จะศึกษาปรับแนวถนนจากรายงาน EIA ฉบับเดิม ปี 2018
  • ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น เนื่องจากการประเมินให้ครอบคลุม ทั้ง 140 กม. แสดงดังรูปแสดงแนวถนนที่ทำการศึกษาเพิ่มเติม
  • 2. ความกว้างของเขตทาง 40 เมตร 70 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่เขตทางเพิ่มขึ้น 30 เมตร
    3. ตำแหน่งและจำนวนด่านเก็บเงินและที่พักริมทาง Toll Plaza No.1 (Sta.21+000)
  • Toll Plaza No.2 (Sta.66+200)
  • Toll Plaza No.3 (Sta.69+433)
  • Rest Area or Vista point (Sta.73+000)
  • Toll Plaza No.4 (Sta.155+700)
  • Toll Plaza No.1 (Sta.18+918)
  • Rest Area (Sta.69+050)
  • Toll Plaza No.2 (Sta.155+700)
  • ปรับลดจำนวนตำแหน่งด่านเก็บเงิน และปรับตำแหน่งของด่านเก็บเงินและที่พักริมทาง

    การปรับแนวถนนช่วงเนินเทวดา (กม.27+250 ถึง กม.28+250)


    การปรับแนวถนนช่วงเนินช้างร้อง (กม.100+250 ถึง กม. 103+351)


    การปรับแนวถนนช่วงเนินช้างร้อง (กม.100+250 ถึง กม. 103+351)


    รูปแสดงการปรับแนวถนนจากรายงาน EIA ฉบับเดิม ปี 2018


    รูปแสดงแนวถนนที่ทำการศึกษาเพิ่มเติม


    สภาพปัจจุบันบริเวณเนินอานม้า



    สภาพปัจจุบันบริเวณเนินเทวดา



    สภาพปัจจุบันบริเวณเนินช้างร้อง


    หมายเหตุ: ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2562


    รูปแสดงสภาพปัจจุบันบริเวณที่จะศึกษาปรับแนวถนนจากรายงาน EIA ฉบับเดิม ปี 2018


    3. การทบทวนข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    การปรับแนวถนนให้กลับมาอยู่ในแนวถนนลำลองเดิมเพื่อให้มีความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานทำให้ระยะทางถนนโครงการในช่วงที่ปรับแนวถนนสั้นลงและทำให้การตัดต้นไม้น้อยลง ในขณะที่การขยายเขตทางของโครงการตามที่ประชุมกับฝ่ายเมียนมา เป็นเพียงการกันที่สำหรับเขตทางเท่านั้น ในส่วนของถนนยังมีช่องจราจรเท่าเดิมไม่ได้มีการตัดต้นไม้ในส่วนที่ขยายเขตทาง โดยสรุปทำให้การเปลี่ยนแปลงระดับผลกระทบด้านนิเวศวิทยาบนบกในทางบวก

    ด้านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุม ระยะทางประมาณ 140 กม. (ใน 2018EIA ทำการศึกษาระยะทาง 138 กิโลเมตร) จากการศึกษาพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในแนวถนนที่ขยายแนวเส้นทางการศึกษาเพิ่มเติม อยู่แนวถนนลำลองเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจากปัจจุบันมากนัก

    สำหรับการขยายพื้นที่เขตทางจะทำให้ผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดิน มีผลกระทบสูงขึ้นต่อเจ้าของที่ดินเนื่องจากมีพื้นที่ต้องเวนคืนเพิ่มขึ้น

    ส่วนการปรับลดด่านเก็บเงิน เป็นการลดสิ่งปลูกสร้างและลดกิจกรรมการก่อสร้างในพื้นที่โครงการ จึงเป็นผลด้านบวกต่อสภาพแวดล้อม สำหรับการเปลี่ยนตำแหน่งของที่พักริมทางนั้นห่างจากตำแหน่งเดิมไม่มากนักและ ยังอยู่ในแนวเขตทางเดิม จึงไม่ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


    4. การทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    โครงการได้ออกแบบให้มีระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยไว้เช่นเดียวกับที่นำเสนอไว้ในรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ และได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปจากมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบในรายงาน Final Report for Environmental Social Impact and Assessment (ESIA) on Two-Lane Road Project, Linking the Dawei SEZ with Thai Border in Dawei District, The Republic of the Union of Myanmar ฉบับที่ได้รับความเห็นชอบ ในเดือนมิถุนายน ปี 2018 (2018EIA) โดยพบว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความครอบคลุมผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการแต่อย่างไรก็ตาม ทางโครงการได้ปรับปรุงและเพิ่มเติมมาตรการด้านการคมนาคมและด้านนิเวศวิทยาให้สอดคล้องกับรายละเอียดโครงการที่เปลี่ยนแปลง และเพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาบริเวณพื้นที่โครงการ โดยได้กำหนดมาตรการเรื่องทรัพยากรสัตว์ป่าเพิ่มเติม เช่น เรื่องทางสัตว์ป่าลอด และการป้องกันอุบัติเหตระหว่างรถยนต์บนเส้นทางของโครงการและสัตว์ป่า และการทบทวนเอกสารและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น WWF และ ได้ปรับปรุงงบประมาณในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ โครงการจะต้องปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบของโครงการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงแผนงานใน EMP และเงื่อนไขการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ในหนังสือเห็นชอบต่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย–เมียนมา สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (2018EIA)


    หน่วยงานเจ้าของโครงการ

    สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.)

       เลขที่ 123 ถนนวิภาวดี-รังสิต จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

    0 2617 7676 0 2617 7683

    กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา

    บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (ด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน)

       เลขที่ 1/814 ซอยอัมพร หมู่ที่ 17 ตำบลตคูคต อำเภอลำลูกา จังหวัดปทุมธานี 12130

    0 2532 3623 0 2532 3566

    บริษัท ดีเคด คอนซัลแตนท์ จำกัด (ด้านวิศวกรรม)

       เลขที่ 1199 อาคารปิยวรรณ ชั้น 8 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไทย กรุงเทพมหานคร 10400

    0 2619 9931 0 2619 9932

    บริษัท พีเอสเค คอนซัลแตนท์ จำกัด (ด้านเศษฐกิจ สังคม งานจราจร)

       เลขที่ 1199 อาคารปิยวรรณ ชั้น 15 ห้อง 15 เอ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไทย กรุงเทพมหานคร 10400

    0 2617 0429 0 2617 0426